dot dot
dot
หมวดเครื่องเชื่อม
dot
bulletเครื่องตัดพลาสม่า
bulletเครื่องเชื่อมอาร์กอน TIG
bulletเครื่องเชื่อมซีโอทู MIG
bulletลวดเชื่อม
dot
เครื่องต๊าปเกลียว
dot
bulletAsada
bulletMaiwa
dot
เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง
dot
bulletBostech แบบไฟฟ้า
bulletBostech แบบเครื่องยนต์
bulletKranzle
bulletHYPRO
bulletเครื่องฉีดน้ำ Nilfisk
dot
เครื่องดูดฝุ่น, เครื่องดูดพรหม, รถกวาดถนน
dot
bulletเครื่องดูดฝุ่น
bulletเครื่องดูดฝุ่นอุตสาหกรรม
bullet เครื่องดูดฝุ่นNilfisk
bulletเครื่องดูดฝุ่น Whale Best
bulletเครื่องดูดฝุ่นแบบถุงกรอง Envitech
bulletเครื่องซักพรหม
bulletเครื่องขัดพื้น, ปัดเงา
bulletเครื่องฉีดโฟม Whale Best
bulletเครื่องฉีดโฟม ของไทย
dot
ปั๊มลม
dot
bulletเครื่องเติมอากาศ
dot
ปั้มน้ำ,ปั้มน้ำมัน,ปั้มส่งสูง
dot
bulletIntersigma
bulletBlowers
bulletปั๊มน้ำ
bulletPressure Tank
bulletPressure Tank ยี่ห้อ Bauman
dot
สปริงเกอร์, sprinklers
dot
bulletสปริงเกอร์, sprinklers
dot
เครื่องเชื่อม
dot
bulletWinning
bulletSukyoung
dot
รอกโซ่,รอกโซ่มือโยก,รอกสลิง
dot
bulletRex
dot
เครื่องเจาะ
dot
bulletNITTO
bulletATOLI
dot
เครื่องมือช่าง
dot
bulletKEIBA
bulletChampion ไขควง
bulletคีมตัด, คีมย้ำสาย
bulletบันไดอลูมิเนียม
bulletเครื่องมือ "Hans"
bulletเหล็กดูดมูเลย์
dot
อุปกรณ์จัดเก็บ
dot
bulletกล่องเครื่องมือ, ตู้เก็บเครื่องมือ
bulletชุดตู้เครื่องมือช่าง
dot
เครื่องมือลม
dot
bulletFitting ข้อต่อลม
dot
เครื่องบรรจุภัณฑ์ Packing
dot
bulletSpot เครื่องรัดกล่อง
bulletFromm เครื่องรัดเหล็กพืด
bulletเครื่องรัดเหล็กพืด Teknica
bulletสายรัดพลาสติก
bulletสายรัดเหล็กพืด , เหล็กพืด
bulletเครื่องรัดกล่อง แบบเซมิออโต้
dot
เครื่องมือผ่อนแรงไฮโดรลิก
dot
bulletเครื่องมือไฮโดรลิก
dot
เครื่องมือวัด
dot
bulletไมโครมิเตอร์
dot
มอเตอร์
dot
bulletมอเตอร์ลม
bulletเกียร์ทด, เกียร์ทดรอบ
bulletมอเตอร์เกียร์
bulletอินเวอร์เตอร์ AC มอเตอร์
dot
เครื่องปั่นไฟ, เครื่องยนต์
dot
bulletเครื่องปั่นไฟ
bulletเครื่องปั่นไฟ ดีเซล
bulletเครื่องปั่นไฟ เชื่อมได้
bulletเครื่องปั่นไฟ Tsurumi
bulletwww.nanofac.com
dot
รับงานกลึง
dot
bulletรับงานกลึงด้วย เครื่อง CNC
dot
Newsletter

dot
bulletwww.rujirashop.com
bulletwww.sprinklethai.com


รับออกแบบระบบสระว่ายน้ำ ปั๊มน้ำ ระบบกรอง
ศูนย์รวมอุปกรณ์ระบบสปริงเกอร์
รับออกแบบระบบน้ำพุ


การวางแผนระบบรดน้ำ สปริงเกอร์ article

การวางแผนระบบรดน้ำ สปริงเกอร์

การวางแผนที่ดี ทำให้มีชัยไปกว่าครึ่ง คำนี้ยังใช้ได้ผลเสมอ การวางแผนก่อนการเดินท่อ หรือซื้อ หัวสปริงเกอร์ จะทำให้ประหยัดตันทุนในการใช้จ่าย ไม่เปลืองน้ำ เปลืองไฟ เปลืองเงินเรา การไม่วางแผนการทำงาน อาจทำให้เราเสียตั้งค์ ซ้ำซ้อน เช่น เลือกปั๊มไม่เหมาะกับ สปริงเกอร์ อาจจะเล็กไปทำให้น้ำที่จ่ายออกมาไม่ได้ รัศมีที่ต้องการก็ต้องเสียเงินซื้อปั๊มมาเปลี่ยนใหม่อีก  หรือการเดินท่อน้ำเล็กไปเพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย อาจทำให้เราไม่สามารถเลือกห้วที่มีรัศมีไกลได้ จึงต้องเดินท่อหลายโซน เพราะหัวฉีดเราเล็ก เพราะฉนั้นการวางแผนเลือกอุปกรณ์ ต้องมาก่อน เราจะเริ่มวางแผนการทำระบบสปริงเกอร์ภายในบ้านกันเลย ไปหยิบกระดาษมาวาดแบบบ้านและสวนได้เลยครับ

  1.  การแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ เพื่อเลือกหัวสปริงเกอร์ 
    • เริ่มแรกคุณต้องแบ่งพื้นที่สนามออกเป็นส่วนๆก่อน เพื่อให้ง่าต่อการจัดการ
    •  
    • จากนั้นก็เลือกหัวสปริงเกอร์ ที่มีระยะฉีดเหมาะสมกับพื้นที่ของคุณ เท่าใดจึงจะเหมาะสมที่สุด(ถ้าสนามเล็กถึงปานกลาง เราจะเลือกหัวสปริงเกอร์ที่มีรัศมีเท่ากับความกว้างของสนาม จะทำให้ง่ายต่อการติดตั้ง และทำให้การจัดวางท่อเป็นไปอย่างง่ายดาย สะดวกในการติดตั้งและซ่อมบำรุงในภายหลัง เนื่องจากไม่มี หัวสปริงเกอร์ และท่ออยู่กลางสนามนั่นเอง)
    • สำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่ อาจจำเป็นต้องติดตั้งสปริงเกอร์ อยู่กลางสนาม แต่อาจใช้วิธีซ่อน หัวสปริงเกอร์ โดยการใช้ สปริงเกลอร์ แบบป๊อปอัพการเลือก สปริงเกอร์ ให้เหมาะสม
  2. การเลือกขนาดท่อ มีส่วนสำคัญกับ รัศมีของ สปริงเกอร์ และปริมาณน้ำที่ออกมา
    • ท่อที่มีขนาดเล็ก จะทำให้เราต้องเลือกหัวสปริงเกอร์ที่มีรัศมีไม่ไกลมากนัก เนืองจากปริมาณน้ำทีผ่านท่อมาได้มีไม่เพียงพอที่จะทำให้เหวียงได้ไกลๆ ผลที่ตามมาอีกอย่างก็คือเราต้องมีจำนวนโซนมากขึ้น เพราะ สปริงเกอร์เราเหวียงน้ำไม่ไกล
    • ท่อที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จะทำให้เราสามารถเลือก สปริงเกอร์ ที่มีรัศมีไกลได้ ทำให้ไม่ต้องใช้โซนในการรดน้ำมาก
  3. การเลือกหัวสปริงเกอร์ให้เหมาะสม กับการใช้งาน
    • พื้นที่สนามหญ้าโล่ง ใช้ สปริงเกอร์ แบบป๊อปอัพ จะทำให้สนามหญ้าดูดีที่สุด เนื่องจากเมื่อเวลาไม่ได้ทำงานจะหุบลงราบกับพื้น เมื่อจะทำการรดน้ำ หัวสปริงเกอร์ ก็จะโผล่ขึ้นมาจากดิน เราจึงเรียกหัวแบบนี้ว่าหัวแบบป๊อปอัพ 
    • สำหรับพุ่มไม้ ควรจะมีก้านต่อและสามารถใช้เฉพาะหัวฉีด หรือ สปริงเกอร์ ชนิดติดเพื่อรดแนวพุ่มไม้ได้

 

พื้นที่ที่ใช้สปริงเกอร์ขนาดใหญ่
สามารถครอบคุมพื้นที่ได้ถึง ขนาดเส้นผานศูนย์กลาง 44 เมตร

    • สปริงเกอร์เนลสัน แบบเกียร์ไดร์ฟป๊อปอัพ และแบบอิมแพค สำหรับสนามหญ้า
    • สปริงเกอร์เนลสัน แบบเกียร์ไดร์ฟหัวโผล่พ้นพื้นสำหรับพุ่มไม้เตี้ย
  • เกียร์ไดร์ฟ  Gear Drive เป็นสปริงเกอร์แบบหมุนเงียบและสามารถรถน้ำเป็นวง(เต็มวง หรือเป็นเสี้ยวได้)และใช้แรงขับเคลื่อนของน้ำเป็นตัวทำให้เกิดแรงหมุนของสปริงเกอร์

พื้นที่ที่ใช้สปริงเกอร์ขนาดเล็ก
สามารถครอบคุมพื้นที่ได้ถึง ขนาดเส้นผานศูนย์กลาง 10 เมตร

    • หัวสเปรย์เนลสัน แบบป๊อปอัพ
    • หัวสเปรย์เนลสัน  แบบหัวโผล่พ้นพื้นสำหรับพุ่มไม้เตี้ย
  • หัวสเปรย์ Spray Head เป็นสปริงเกอร์แบบไม่หมุน ทำให้สปริงเกอร์แบบนี้รดน้ำได้ไม่ไกลเท่ากับสปริงเกอร์แบบเกียร์ไดร์ฟ หรืออิมแพค หัวสปริงเกอร์จะเป็นตัวกำหนดลักษณะน้ำที่ออกเป็นวง(เต็มวง, ครึ่งวงกลม หรือ 1/4 วง) หรือเป็นเส้น (แบบรดน้ำซ้าย-ขวา และแบบรดน้ำข้างหน้า)

***ภายในโซนเดียวกันควรใช้ สปริงเกอร์ ขนาดและแบบเดียกัน

    การเลือกสปริงเกลอร์ ควรเลือกระยะฉีดให้เท่ากับความกว้างของพื้นที่แต่ละส่วน จากตัวอย่างพื้นที่ตามรูปจะเห็นได้ว่าพื้นที่แบ่งได้เป็น 5 ส่วนโดยความกว้างของทั้ง 5 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1= 3.6 เมตร,ส่วนที่ 2 = 7.2 เมตร,ส่วนที่ 3 = 3.6 เมตร,ส่วนที่ 4=2.4 เมตร,ส่วนที่ 5 = 9.6 เมตร ตามลำดับ หากเลือกหัวสปริงเกลอร์โดยดูจากตารางของหัวแต่ละรุ่นจะพบว่า

    - พื้นที่ส่วนที่ 1 สามารถใช้หัวสปริงเกลอร์รุ่น 6304 และหัวฉีด 7370 ที่สามารถฉีดได้ 3.7 เมตร ที่แรงดัน 1.4 บาร์

    - พื้นที่ส่วนที่ 2 สามารถใช้หัวสปริงเกลอร์รุ่น PRO 5500/X2-550 หัวฉีดเบอร์ 54 ที่สามารถฉีดได้ 7.0 เมตร ที่แรงดัน 1.4 บาร์

    - พื้นที่ส่วนที่ 3 สามารถใช้หัวสปริงเกลอร์รุ่น 6304 และหัวฉีด 7370 ที่สามารถฉีดได้ 3.7 เมตร ที่แรงดัน 1.4 บาร์

    - พื้นที่ส่วนที่ 4 สามารถใช้ข้อต่อรดน้ำพุ่มไม้ 6300 และหัวฉีด 7307 ที่สามารถฉีดได้ 3.7 เมตร ที่แรงดัน 1.4 บาร์ เนื่องจากบริเวณที่ติดตั้งเป็นพุ่มไม้ จึงจำเป็นต้องใช้ก้านต่อ PR ด้วย

    - พื้นที่ส่วนที่ 5 สามารถใช้หัวสปริงเกลอร์รุ่น PRO 6000/X 2-600 หัวฉีดเบอร์ 6 ที่สามารถฉีดได้ 9.8 เมตร ที่แรงดัน 1.4 บาร์

     พื้นที่เดียวกันจะต้องใช้หัวชนิดเดียวกัน แต่หากต่างพื้นที่กันสามารถใช้หัวต่างชนิดกันได้ อย่างไรก็ตามในพื้นที่ที่ต่างกันหัวที่เลือกแม้จะต่างประเภท  ต่างรุ่นกันก็ตาม แต่แรงดันที่เลือกของหัวทุกรุ่นควรจะเท่ากันที่ 1.4 บาร์ หรือในกรณีที่เลือกที่แรงดันเท่ากันไม่ได้ควรที่จะเลือกหัวที่แรงดันใกล้เคียงกันที่สุด เพื่อให้ง่ายต่อการเลือกปั้มน้ำ

     การกำหนดตำแหน่ง และระยะห่างระหว่างหัวสปริงเกลอร์

     ระยะห่างระหว่างแต่ละหัวสปริงเกอร์จะเป็นไปตามขนาดพื้นที่ และระยะรัศมีของสปริงเกลอร์ที่ฉีดในแต่ละพื้นที่ ตามตัวอย่างหัวสปริงเกอร์รุ่น 6304 และหัวฉีด 7370 สามารถฉีดได้ 3.7 เมตรแต่พื้นที่กว้างเพียง 3.6 เมตร เราจึงต้องการฉีดเพียง 3.6 เมตรและสามารถปรับหัวให้ฉีดได้ระยะดังกล่าว ระยะห่างระหว่างสปริงเกลอร์จึงเป็น 3.6 เมตรเช่นกัน การวางระยะห่างขนาดนี้ ทำให้มีการรดน้ำเหลื่อมล้ำกันระหว่างแต่ละสปริงเกลอร์เพื่อให้พืชได้น้ำอย่างทั่วถึงและเพียงพอด้วย ปริมาณน้ำที่เท่า ๆ กัน

     การวางตำแหน่งในแบบนั้นควรจะเริ่มวางจากมุมของแต่ละพื้นที่ก่อน โดยใช้หัวที่ฉีดทำมุม 90 องศาจากนั้นจึงวางสปริงเกลอร์ที่ฉีดลักษณะครึ่งวงกลมหรือฉีดทำมุม 180 องศา ตามแนวขอบให้ครบ เว้นระยะห่างระหว่างสปริงเกลอร์แต่ละหัวในรูปแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสเพื่อให้สปริงเกลอร์ทั้งบน-ล่าง,ซ้าย-ขวามีระยะห่างเท่ากันที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

 

     การแบ่งโซนโดยการใช้ Zone Chart

     เมื่อเราเลือกหัว และวางตำแหน่งสปริงเกลอร์แต่ละหัวได้เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการแบ่งโซน คุณอาจจะไม่สามารถรดน้ำสวนของคุณทั้งสวนพร้อม ๆ กันในครั้งเดียว(เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นเพียงสวนเล็ก ๆ เท่านั้น)โดยส่วนมากแล้ว คุณจะต้องแบ่งส่วนของคุณเป็นโซนและรดน้ำเป็นโซนๆไปโซน1โซนก็คือส่วนที่ท่อและสปริงเกลอร์ทั้งหมดในโซนนั้นเปิด-ปิดได้ด้วยวาล์วเพียงตัวเดียวเท่านั้น เมื่อทำการแบ่งโซนเรียบร้อยแล้วให้ใส่หมายเลขกำกับโซนที่แบ่งไว้ลงในแบบ

 

สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการแบ่งโซน

    - การแบ่งโซนนั้นจะต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำในแหล่งน้ำที่คุณมี การใช้น้ำจากแท็งก์น้ำสำหรับใช้ในบ้าน อาจจะทำให้มีน้ำไม่เพียงพอใช้ในขณะที่มีการรดน้ำ ดั้งนั้นการแยกแท็งก์หรือแหล่งน้ำที่จะใช้ในการรดน้ำสนามออกจากส่วนน้ำใช้ภายในบ้าน จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำที่มีอย่างจำกัด อาจทำให้ต้องแบ่งจำนวนโซนมากขึ้น ปริมาณน้ำที่มีของแหล่งน้ำที่สามารถใช้ในการรดน้ำได้นี้ จะต้องเติมลงในตาราง Zone Chart ตามตัวอย่าง ในที่นี้ขอกำหนดให้มีปริมาณน้ำที่ใช้ได้อยู่ 4ลบ.ม.

    - ห้ามใช้สปริงเกลอร์หลายประเภทในโซนเดียวกัน ตามที่เราได้ทำการแบ่งพื้นที่เป็นส่วน ๆ และกำหนดสปริงเกลอร์ให้พื้นที่แต่ละส่วนแล้วข้างต้นนั้นหากพื้นที่ใดใช้สปริงเกลอร์ชนิดเดียวกันเช่นพื้นที่ส่วนที่1, 3และ 4 ก็สามารถรวมเป็นโซนเดียวกันได้ แต่พื้นที่ส่วนที่ 1 ไม่สามารถรวมกับพื้นที่ส่วนที่ 2 เป็นโซนเดียวกันได้

     - แต่ละโซนควรใช้น้ำให้ใกล้เคียงกัน เพราะจะทำให้เลือกปั้มได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามหากแบ่งไม่ลงตัว พยายามจัดให้มีจำนวนโซนที่ใช้น้ำใกล้เคียงกันมากที่สุด ส่วนโซนอื่นที่เหลือให้ใช้น้ำน้อยกว่า เนื่องจากเวลาเลือกปั้มต้องใช้โซนที่ใช้น้ำมากที่สุดเป็นเกณฑ์ในการเลือกปั้ม

ตามตัวอย่างเราสามารถลงตารางได้ดังนี้

 

จะเห็นได้ว่าพื้นที่ 1,3และ 4 ซึ่งใช้หัว7370 ซึ่งเป็นหัวชนิดเดียวกัน ปริมารน้ำรวมคือ4.42ลบ.ม./ชม. ในขณะที่พื้นที่ 2 ซึ่งใช้หัว PRO 5500/X2-550 ใช้ปริมาณน้ำรวม 2.16 ลบ.ม./ชม. และพื้นที่ 4 ซึ่งใช้หัว PRO 60000/X2-600 ใช้ปริมาณรวม1.92 ลบ.ม./ชม. เนื่องจากตามตัวอย่างเรามีน้ำที่สามารถใช้ได้อยู่ 4 ลบ.ม. นั่นหมายถึงว่าหากเราแบ่งเป็น 4 โซน โซนละประมาณ 2 ลบ.ม./ชม. และเราใช้เวลารดน้ำแต่ละโซนประมาณ 30 นาที ก็จะใช้น้ำประมาร 4 ลบ.ม.พอดี อย่างไรก็ตามที่รดน้ำ เราก็สามารถรดน้ำเติมน้ำในแท็งก์ไปด้วยได้ ดั้งนั้นการกำหนดให้แต่ละโซนใช้น้ำประมาณ 2 ลบ.ม./ชม. จึงสามารถทำได้ จะเห็นได้ว่าเราสามารถแบ่งพื้นที่ 1,3 และ 4 เป็น 2 โซนเพื่อให้ใช้น้ำเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณโซนละ 2 ลบ.ม./ชม. ซึ่งแต่ละโซนอาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่าเล็กน้อย โดยสรุปแล้วเราจะสามารถแบ่งได้ทั้งหมด 4 โซนดังนี้

 

โซน 1

โซน 2

โซน 3

โซน 4

ประเภทสปริงเกลอร์

รัศมี(เมตร)

แรงดัน(บาร์)

อัตราการจ่ายน้ำ/หัว(ลบ.ม./ชม.)

จำนวนหัว

อัตราการจ่ายน้ำรวม(ลบ.ม./ชม.)

จำนวนหัว

อัตราการจ่ายน้ำรวม(ลบ.ม./ชม.)

จำนวนหัว

อัตราการจ่ายน้ำรวม(ลบ.ม./ชม.)

จำนวนหัว

อัตราการจ่ายน้ำรวม(ลบ.ม./ชม.)

หัว6304+7370มุมฉีด90องศา

3.7

1.4

0.13

4

0.52

 

 

6

0.78

 

 

หัว6304+7370มุมฉีด180องศา

3.7

1.4

0.24

8

1.92

 

 

5

1.2

 

 

หัวPro5500/x2-550#54

7

1.4

0.36

 

 

6

2.16

 

 

 

 

หัวPro06000/x2-600#6

9.8

1.4

0.32

 

 

 

 

 

 

6

1.92

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รวม                       2.44

รวม                                                                     2.16

รวม                                                        1.98

รวม                                                 1.92

    -โซนที่ 1 : พื้นที่ 1 –ใช้หัวสปริงเกลอร์รุ่น 6304 และหัวฉีด 7370 ที่สามารถฉีดได้ 3.7 เมตร ที่แรงดัน 1.4 บาร์ ใช้ปริมาณน้ำรวมทั้งหมด 2.44 ลบ.ม./ชม.

    -โซนที่ 2 : พื้นที่ 2 –ใช้หัวสปริงเกลอร์รุ่น PRO 5500/X2-550 หัวฉีดเบอร์ 54 ที่สามารถฉีดได้ 7.0 เมตร ที่แรงดัน 1.4 บาร์ ใช้ปริมาณน้ำรวมทั้งหมด 2.16 ลบ.ม./ชม.

    -โซนที่ 3: พื้นที่ 3 และ 4 –ใช้หัวสปริงเกลอร์รุ่น 6304 และหัวฉีด 7370 ที่สามารถฉีดได้ 3.7 เมตร ที่แรงดัน 1.4 บาร์ ใช้ปริมาณน้ำรวมทั้งหมด 1.98 ลบ.ม./ชม.

    -โซนที่ 4 : พื้นที่ 5 ใช้หัวสปริงเกลอร์รุ่น PRO 6000/X2-600 หัวฉีดเบอร์ 6 ที่สามารถฉีดได้ 9.8เมตร ที่แรงดัน 1.4บาร์ ใช้ปริมาณน้ำรวมทั้งหมด 1.92 ลบ.ม./ชม.

     การเลือกขนาดท่อ และการวางแนวทางเดินท่อ

     เมื่อแบ่งโซนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเลือกขนาดท่อให้เหมาะสม ท่อพีอี(Polyethylene) เป็นท่อที่เหมาะสมและใช้กันมากที่สุดในงานระบบรดน้ำต้นไม้ การกำหนดขนาดท่อสามารถทำได้อย่างง่าย ๆ โดยการใช้ปริมาณการใช้น้ำของโซนที่ใช้น้ำมากที่สุด และเทียบกับตารางอัตราการไหลสูงสุดในท่อพีอี PN 4

 

     ตามตัวอย่างปริมาณน้ำที่มากที่สุดคือโซน 1 ใช้น้ำอยู่ที่ 2.44 ลบ.ม./ชม. หากดูตามตารางแล้วท่อขนาด 25 ม.ม. มีอัตราการจ่ายน้ำสูงสุดอยู่ที่2.59 ลบ.ม./ชม. ซึ่งมากกว่าปริมาณน้ำที่โซนที่ 1 ต้องการใช้ แต่อย่างไรก็ตามอัตราการจ่ายน้ำสูงสุดดังกล่าวยังไม่ได้คิดถึงค่าความสูญเสียจากแรงเสียดทานของท่อ ข้อต่อ และอุปกรณ์อื่น ๆ ดั้งนั้นการเลือกท่อจึงควรเลือกท่อโดยเผื่ออัตราการใช้น้ำเพิ่มขึ้นไปอีกประมาณ 30% ดังนั้นอัตราการใช้น้ำของโซนที่ 1 จะกลายเป็น 2.44 1.30 = 3.172 ลบ.ม. /ชม. จึงควรใช้ท่อขนาด 32 มม. โซนอื่น ๆ ก็ควรใช้ท่อขนาด 32 ม.ม. ด้วยเช่นกัน

     การเดินท่อควรเดินตามแนวขอบต่าง ๆ เพื่อความเป็นระเบียบและสวยงาม อีกทั้งยังสามารถรู้ตำแหน่งของท่อได้ง่ายเมื่อต้องการซ่อมแซมหรือบำรุงรักษา ตามรูปตัวอย่างการเดินท่อ และแบ่งโซน

     การเลือกปั๊ม

     ปั๊มเป็นเสมือนหัวใจของระบบรดน้ำ เนื่องจากน้ำจะสามารถถูกฉีดออกำจากหัวสปริงเกลอร์ได้ จะต้องมีแรงดันน้ำมาเป็นตัวขับ โดยแรงดันดังกล่าวได้มาจากการทำงานของปั๊มน้ำ การเลือกปั๊มน้ำที่ไม่เหมาะสมจะทำให้ระบบไม่สามารถทำงานได้ หรืออาจทำให้ระบบรับภาระเกินความจำเป็นการเลือกปั๊มอย่างง่าย ๆ สามารถทำได้โดยการดูกราฟความสามารถของปั๊มน้ำของผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายนั้น ๆ

     จากตัวอย่างระบบถูกออกแบบให้ใช้งานที่แรงดัน 1.4 บาร์ ณ. จุดหัวฉีดสปริงเกลอร์ ดั้งนั้นหากคำนึงถึงค่าความสูญเสียจากแรงเสียดทานของท่อข้อต่อ และอุปกรณ์ต่าง ๆแล้ว เราต้องการปั๊มที่มีแรงดันสูงกว่าแรงดันที่ต้องการ วิธีการคำนวณเพื่อหาแรงดันที่เหมาะสมนั้น ต้องใช้สูตรต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย และวิธีการคำนวณมีความซับซ้อน อย่างไรก็ตามวิธีการที่ง่ายที่สุดคือการเผื่อแรงดันจากแรงดันที่ต้องการ ณ. จุดหัวฉีดสปริงเกลอร์ขึ้นไปอีก 40-70% ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ ลักษณะการวางท่อ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ในที่นี้เนื่องจากระบบใช้แรงดันค่อนข้างต่ำเราสามารถเผื่อแรงดันได้อีกที่ 70 % ดังนั้นแรงดันที่ปั๊มสามารถทำได้จะต้องอยู่ที่ 1.4 1.7=2.38 หรือประมาณ2.4 บาร์ (Head 24เมตร)

      เมื่อเรารู้แรงดัน หรือ Head ของปั๊มที่เราต้องการแล้ว เราต้องรู้อัตราการส่งน้ำที่ปั๊มต้องทำได้ด้วย เนื่องจากเราได้มีการคำนวณอัตราดังกล่าวไว้แล้วเพื่อใช้ในการเลือกท่อ เราสามารถนำคำดังกล่าวมา เพื่อใช้ในการเลือกท่อ เราสามารถนำคำดังกล่าวมา เพื่อใช้ในการเลือกปั๊มด้วยเช่นกัน ค่าปริมาณน้ำที่ปั๊มต้องสามารถทำได้คืออย่างน้อย 3.172 ลบ.ม./ชม. หรือประมาณ 3.2 ลบ.ม./ชม.

     ดังนั้นปั๊มที่ต้องการเพื่อใช้สำหรับระบบตามตัวอย่างต้องมีความสามารถ ณ จุดใช้งานดังนี้

        H (Head)                     =   24 เมตร หรือ 2.4 บาร์

        Q (อัตราการจ่ายน้ำ)    =    32 ลบ.ม./ชม.

        จากนั้นเรานำทั้งสองค่าดังกล่าวเทียบกับตารางและกราฟความสามารถของปั๊ม เพื่อเลือกปั๊มที่ถูกต้องได้ ข้อควรระวังคือตัวเลขดังกล่าวต้องเป็นที่จุดใช้งานบริเวณกลางเส้นกราฟของปั๊ม ไม่ใช่ตัวเลขอัตราสูงสุดที่ปั๊มทำได้

 

ปริมาณน้ำที่ต้องการ

     ปริมาณน้ำที่พืชต้องการสามารถจำแนกออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ สวน ไม้ดอกไม้ประดับ(พุ่มไม้) สนามหญ้า และไม้ในกระถางหรือระเบียง ในการแบ่งพื้นที่การให้น้ำให้คำนึงถึงสภาพพื้นที่ เช่น ในร่มหรือกลางแจ้ง เมื่อสามารถทำความเข้าใจกับปริมาณน้ำที่พืชต้องการ จะช่วยให้การวางผังการรดน้ำในแต่ละกลุ่มพืชมีความชัดเจนขึ้น เพื่อให้ง่ายในการวางแผนตารางข้างล่างนี้ จะบอกถึงระยะเวลาในการรดน้ำโดยทั่วไปของพืชแต่ละกลุ่ม และวิธีการรดน้ำแต่ละแบบ แต่ท่านควรปรับระยะเวลาให้เหมาะสมตามสภาพภูมิอากาศและพื้นที่ของท่าน

 

 

 

 

ปริมาณน้ำที่ต้องการ

ชนิดของระบบรดน้ำ

ลักษณะดิน

อากาศเย็น

อากาศอบอุ่น

อากาศร้อน

สวน   

 มินิสปริงเกลอร์

ดินเหนียว

30 นาที ทุก ๆ 3 วัน

35 นาที ทุก ๆ 2 วัน

35 นาที ทุกวัน

   ดินทราย

15 นาที ทุก ๆ 2 วัน

15 นาที ทุกวัน

15 นาที ต่อ 2 วันครั้ง

พุ่มไม้

 ระบบน้ำหยด

ดินเหนียว

3 ชั่วโมง สัปดาห์ละครั้ง

3 ชั่วโมง ทุก ๆ 3 วัน

4 ชั่วโมง ทุก ๆ 2 วัน

   ดินทราย

1 ชั่วโมง ทุก ๆ 2 วัน

2 ชั่วโมง ทุก ๆ 2 วัน

2 ชั่วโมง ทุกวัน

ไม้กระถาง

ระบบน้ำหยด

   ดินผสม

ทุก ๆ 2 วัน จนเต็มกระถาง

ทุกวันจนเต็มกระถาง

ทุกวัน จนเต็มกระถาง

สนามหญ้า

POP UP(หัวฉีดสเปรย์)

ดินเหนียว

15 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้ง

15 นาที ทุก ๆ 4 วัน

35 นาที ทุก ๆ 2 วัน

   ดินทราย

10-15 นาที ทุก ๆ 4 วัน

10-15 นาที ทุก ๆ 2 วัน

10-15 นาที ทุกวัน

สนามหญ้า

POP UP(เกียร์ไดร์พ)

ดินเหนียว

1 ชั่วโมง สัปดาห์ละครั้ง

1 ชั่วโมง ทุก ๆ 4 วัน

1 ชั่วโมง ทุก ๆ 2 วัน

  ดินทราย

30 นาที ทุก ๆ 4วัน

30 นาที ทุก ๆ 2 วัน

 30 นาที ทุกวัน

 

หมายเหตุ: ตารางดังกล่าว เป็นแนวทางการให้น้ำ เวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและพื้นที่

 

 

 

 

 

 

 

 

  

ยังไม่จบนะครับแต่ไม่มีเวลาแล้วจะมาเขียนต่อวันหลัง

webmaster



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด
รหัสป้องกันสแปม CAPTCHA Image



 *


สปริงเกอร์

การเลือกปั๊มน้ำ ระบบสปริงเกอร์ article
สปริงเกอร์ DH, ระบบสปริงเกอร์, สปริงเกอร์ article
สปริงเกอร์ Naandan article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

Check PageRank
Rujira Group 754/1-2 Moo.1 Thumbon Prakasamai, Ampour Muang, Samutprakarn 10280 Tel.02-3864067-70 Mobile.086-3260599 Fax.02-3864065